Sunday, August 26, 2018

ชาวบ้านร้อง กลิ่นสารเคมีลอยทั่วหมู่บ้าน จนท.พบขยะพิษกว่า 1,000 ตัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรณภพ เวียงสิมมา นายอำเภอเมืองราชบุรี พร้อมกับ พ.ต.อ.อภิชาต พุทธบุญ ผู้กำกับการ สภ.เมืองราชบุรี และ นายจำนง จันทรวงศ์ ปลัดอำเภอเมืองราชบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรม จ.ราชบุรี เข้าตรวจสอบบริษัท มิราเคิล เลเธอร์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 159 หมู่ 9 ต.ห้วยไผ่ อ.เมือง จ.ราชบุรี หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่า โรงงานของบริษัทดังกล่าว ได้มีกลิ่นโชยออกมาจากโรงงานเหม็นไปทั่วบริเวณ อีกทั้งยังมีแรงงานต่างด้าวมาทำงานอยู่ด้วย จากการตรวจสอบพบว่าภายในโรงงานมีเครื่องจักรกล มีสายพานลำเลียงขยะอิเล็กทรอนิกส์มารีไซเคิล ซึ่งมีทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พลาสติก และแผงไฟ ที่มีการคัดแยกแล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างการเตรียมคัดแยกที่กองไว้และที่บรรจุในถุงรวมแล้วมากกว่าหนึ่งพันตัน โดยบางส่วนถูกนำมาบดอัด และทำเป็นเม็ดพลาสติก
วิเคราะห์ : ควรมีการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมให้ถี่ถ่วนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับปัญหาเรื่องกลิ่นสารเคมี

Sunday, August 19, 2018

นาซาพบสัญญาณชี้ “กำแพงไฮโดรเจน” กั้นขอบเขตระบบสุริยะมีจริง

ยานสำรวจอวกาศนิวฮอไรซันส์ (New Horizons) ขององค์การนาซา ซึ่งขณะนี้อยู่ในบริเวณแถบไคเปอร์ (Kuiper belt) ที่เต็มไปด้วยดาวเคราะห์น้อยตรงรอบนอกของระบบสุริยะ แจ้งว่าพบสัญญาณรังสีอัลตราไวโอเลตที่ชี้ว่า "กำแพงไฮโดรเจน" ซึ่งเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ในอวกาศที่นักดาราศาสตร์ค้นหามานานน่าจะมีอยู่จริง
อุปกรณ์วัดรังสียูวี Alice UV spectrometer ที่ติดตั้งบนยานนิวฮอไรซันส์ ตรวจพบการส่องสว่างเป็นพิเศษของรังสีดังกล่าวใกล้แถบไคเปอร์ ซึ่งอาจเกิดจากการที่อนุภาคของแสงอาทิตย์หรือโฟตอนชนเข้ากับอะตอมของไฮโดรเจนปริมาณมหาศาล ที่สะสมตัวหนาแน่นจนเกิดเป็นเหมือนแนวกำแพงขึ้น
นักดาราศาสตร์คาดว่ากำแพงไฮโดรเจนนี้กั้นอยู่ตรงแนวที่เรียกว่าเฮลิโอพอส (Heliopause) อันถือว่าเป็นแนวสิ้นสุดขอบเขตของระบบสุริยะ ซึ่งเลยจากนั้นไปจะเป็นห้วงอวกาศด้านนอกที่ติดต่อกับกลุ่มดาวอื่น ๆ
วิเคราะห์ : จากข้อมูลที่ที่ยานนิวฮอไรซันส์แจ้งว่าพบสัญญาณรังสีอัลตราไวโอเลตที่ชี้ว่า กำแพงไฮโดรเจนน่าจะมีจริง ถือได้ว่าเป็นการค้นพบครั้งใหม่ของโลก

ชี้บุหรี่ไฟฟ้าทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน

งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษพบหลักฐานบ่งชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญของร่างกาย และอาจมีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน
งานวิจัยที่นำโดย ศ.เดวิด ธิคเก็ตต์ จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Thorax พบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าไปหยุดยั้งการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญในปอดและกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ
ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบกระบวนการเชิงกลเพื่อเลียนแบบการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยทำขึ้นในห้องทดลอง และใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อปอดที่ได้รับบริจาคจากคนที่ไม่สูบบุหรี่
ผลการศึกษาพบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดอาการอักเสบ และไปยับยั้งการทำงานของ "อัลวีโอลาร์ มาโครเฟจ" (alveolar macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นอันตราย เช่น อนุภาคฝุ่น เชื้อแบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ
ทีมนักวิจัยระบุว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคล้ายกับที่มักพบในกลุ่มผู้สูบบุหรี่เป็นประจำ หรือผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ชี้ว่าผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงสภาพที่เกิดขึ้นในห้องทดลอง ซึ่งกินเวลาเพียง 48 ชั่วโมง และจำเป็นต้องมีการศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้นเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว
ศ.ธิคเก็ตต์ ชี้ว่า แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะปลอดภัยกว่าบุหรี่จากใบยาสูบในแง่ของความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวหากสูบบุหรี่ไฟฟ้าติดต่อกัน 20-30 ปี เพราะการวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น
"ผมไม่คิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะอันตรายกว่าบุหรี่แบบธรรมดา แต่เราก็ไม่ควรเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันปลอดภัยมากอย่างที่คิดกัน" ศ.ธิคเก็ตต์ กล่าว
วิเคราะห์ : จากงานวิจัยทำให้ค้นพบว่าละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เซลล์ที่ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย เราจึงควรไม่ควรสูบบุหรี่ไฟฟ้า

เตือนโรงน้ำแข็ง“ก๊าซแอมโมเนียรั่ว”สงกรานต์

นางสุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ.ได้รวบรวมสถิติการเกิดอุบัติภัยสารเคมีในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 พบว่ามีเหตุรั่วไหลของก๊าซแอมโมเนียเกิดขึ้นแล้ว จำนวน 6 ครั้ง และอาจจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนซึ่งอากาศร้อนและเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ จึงทำให้มีความ ต้องการบริโภคน้ำแข็งมากกว่าช่วงเวลาอื่นของปี ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะเร่งกำลังการผลิต ทำให้ระบบทำความเย็นทำงานหนักจึงเพิ่มความเสี่ยงในการรั่วไหลของก๊าซแอมโมเนียจากความบกพร่องของอุปกรณ์ เช่น วาล์วรั่ว ท่อขนส่งแตกหรือประเก็นรั่ว เป็นต้น ซึ่งการรั่วไหลของก๊าซมีความเป็นพิษต่อระบบการหายใจอให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และหากมีน้ำเสียจากการดับเพลิงหรือการดักจับก๊าซแอมโมเนียถูกปล่อยสู่แหล่งน้ำสาธารณะสามารถทำให้ปลาและสัตว์น้ำตายได้นางสุวรรณากล่าวว่า ทั้งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น คพ.ได้จัดทำเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับก๊าซแอมโมเนียเพื่อให้หน่วยงานต่างๆใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการกู้ภัยของหน่วยงานท้องถิ่นที่มา เว็บไซต์ thairathวิเคราะห์ : เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีการรั่วไหลของก๊าซแอมโมเนียขึ้นหลายครั้ง จึงทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ควรมีระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

โลกเสี่ยงภาวะเรือนกระจกแบบถาวร หากปล่อยให้ร้อนอีก 2 องศาเซลเซียส

ผลการศึกษาล่าสุดของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติชี้ว่า โลกของเรามีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดที่ไม่อาจแก้ไขให้คืนสภาพเดิมได้ในอีกไม่ กี่ร้อยปีข้างหน้า แม้ว่าชาติต่าง ๆ จะพยายามร่วมมือกันตัดลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้สำเร็จ ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ก็ตาม
รายงานดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ PNAS ระบุว่า หากเรายังคงปล่อยให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก จนถึงจุดที่เหนือกว่าอุณหภูมิเฉลี่ย ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส เมื่อนั้นจะเกิดการรบกวนระบบดูดซับคาร์บอนในธรรมชาติ ให้กลับกลายเป็นตัวการปลดปล่อยคาร์บอน ปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแทน ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดถาวร
ในแต่ละปี ผืนป่าสำคัญอย่างป่าแอมะซอน รวมทั้งมหาสมุทรต่าง ๆ และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ในแถบขั้วโลก ได้ดูดซับคาร์บอน จากชั้นบรรยากาศมาเก็บไว้ถึง 4.5 พันล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของโลก แต่ก็น่าหวั่นเกรงว่าแผนการที่ระบุไว้ ในความตกลงปารีส ซึ่งนานาชาติจะช่วยกันรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศานั้น ไม่เพียงพอจะป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเรือนกระจก แบบถาวรนี้ได้
ศ. โยฮัน ร็อกสตอร์ม จากศูนย์ Stockholm Resilience Centre ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า "เมื่ออุณหภูมิถึงจุดวิกฤตดังกล่าว ระบบป้องกันต่าง ๆ ของโลกที่เคยเป็นมิตรต่อเราจะกลับกลายเป็นศัตรูไปทันที"
"อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 4-5 องศาเซลเซียส และจะคงตัวอยู่ในระดับนั้นไปอีกนาน โดยถือเป็นระดับอุณหภูมิสูงสุดในรอบ 1.2 ล้านปีที่ผ่านมา" ศ. ร็อกสตอร์ม กล่าว
ผลการศึกษายังชี้ว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย จนระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นได้ถึง 10-60 เมตรจากในระดับปัจจุบัน สภาพภูมิอากาศจะแปรปรวนจนทำให้ผู้คนไม่อาจอาศัยอยู่ในภูมิภาคบางแห่งของโลกได้
วิเคราะห์ : เนื่องจากผลการศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติชี้ว่าโลกมีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดที่ไม่อาจแก้ไขให้คืนสภาพเดิมได้ จึงทำให้ประชากรโลกควรหันมาใส่ใจการรณรงค์ลดโลกร้อนมากยิ่งขึ้น

ดาวเคราะห์ร้อนที่สุดเท่าที่เคยพบมีบรรยากาศปนไอโลหะ

ดาวเคราะห์ KELT-9b ซึ่งเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Exoplanet) ในกลุ่มดาวหงส์ ได้รับการจัดให้เป็นดาวเคราะห์ที่มีอุณหภูมิร้อนแรงที่สุดเท่าที่นักดาราศาสตร์เคยค้นพบมา โดยมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 4,000 องศาเซลเซียส เทียบเท่ากับความร้อนของพื้นผิวดาวฤกษ์ จนมีไอระเหยของโลหะอย่างเหล็กและไทเทเนียมเป็นส่วนประกอบในชั้นบรรยากาศด้วย
ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติ ซึ่งนำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเจนีวา (UNGE) และมหาวิทยาลัยเบิร์น (UNBE) ของสวิตเซอร์แลนด์ ตีพิมพ์ผลการศึกษาองค์ประกอบของดาว KELT-9b ลงในวารสาร Nature หลังจากที่นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้เป็นผู้ค้นพบดาวเคราะห์ดวงนี้เมื่อปีที่แล้ว
ศ. เควิน เหิง จากมหาวิทยาลัยเบิร์น หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า "ดาวเคราะห์ดวงนี้มีความน่าพิศวงแตกต่างจากดาวทั่วไปที่พบในระบบสุริยะ เพราะถึงแม้มันจะจัดเป็นดาวเคราะห์ แต่ก็มีอุณหภูมิและบรรยากาศแบบเดียวกับดาวฤกษ์ เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจเราว่า ยังมีสิ่งแปลกประหลาดอีกมากมายให้เรามองหาที่นอกระบบสุริยะ"
ดาวเคราะห์ KELT-9b นั้นเป็นดาวก๊าซที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจนและอาจมีแกนกลางเป็นหินแข็งอยู่เล็กน้อย ดาวเคราะห์นี้โคจรวนรอบดาวฤกษ์ KELT-9 ที่อยู่ห่างจากโลก 650 ปีแสง ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่และร้อนแรงกว่าดวงอาทิตย์ราว 2 เท่า
ดาวเคราะห์นี้อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ของตนมากกว่าระยะที่โลกห่างจากดวงอาทิตย์ถึง 30 เท่า ทำให้ด้านที่หันเข้าหาดาวฤกษ์ KELT-9 นั้นมีอุณหภูมิสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าร้อนกว่าพื้นผิวของดาวฤกษ์หลายดวง
ดาวเคราะห์ KELT-9b ใช้เวลาโคจรวนรอบดาวฤกษ์ครั้งละ 36 ชั่วโมง โดยจะหันหน้าด้านเดียวเข้าหาดาวฤกษ์ตลอดเวลา ทำให้ซีกหนึ่งของดาวจะเป็นเวลากลางวันอยู่เสมอ ส่วนอีกด้านหนึ่งที่มืดมิดตลอดกาลก็อาจยังมีอุณหภูมิสูงถึง 2,000 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว
ทีมนักดาราศาสตร์ผู้ทำการศึกษา KELT-9b บอกว่า ใช้กล้องโทรทรรศน์กาลิเลโอบนหมู่เกาะคะแนรีของสเปนติดตามวิเคราะห์แสงของดาวฤกษ์ที่ลอดผ่านชั้นบรรยากาศของ KELT-9b ออกมา ทำให้ทราบถึงองค์ประกอบในบรรยากาศของดาวว่ามีไอระเหยของโลหะปะปนอยู่ด้วย เหมือนกับชั้นบรรยากาศของดาวฤกษ์ทั่วไป
วิเคราะห์ : เนื่องจากมีการใช้กล้องโทรทรรศน์คอยติดตามวิเคราะห์แสงของดาวฤกษ์ที่ลอดผ่านจากชั้นบรรยากาศของดาว KELT-9b จึงทำให้มีการค้นพบถึงถึงองค์ประกอบของดาวดวงนี้